ตรวจหัวใจ 4 ระดับ เช็กหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนสาย (บทเรียนจากข่าว เร แมคโดนัลด์)
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้
- การตรวจหัวใจแบ่งได้เป็น 4 ระดับ ตั้งแต่ตรวจเลือด+EKG พื้นฐาน ไปจนถึงการสวนหัวใจฉีดสี ซึ่งเป็นมาตรฐานที่แม่นยำที่สุด
- คนทั่วไปส่วนใหญ่ตรวจแค่ระดับ 1 เท่านั้น ทั้งที่ระดับ 1 ตรวจไม่พบภาวะหลอดเลือดตีบที่ยังไม่แสดงอาการ
- CT Calcium Score (ระดับ 3) สามารถตรวจพบคราบหินปูนที่สะสมในหลอดเลือดก่อนมีอาการ และเป็นตัวทำนายความเสี่ยงโรคหัวใจในระยะ 10 ปีที่ผ่านการพิสูจน์ในงานวิจัยขนาดใหญ่
- ถ้าวางแผนทำประกันสุขภาพ ควรตรวจหัวใจให้ครบตามความเสี่ยงของตัวเองก่อนสมัครประกัน เพราะถ้าตรวจพบภาวะตีบหลังทำประกันไปแล้ว บริษัทประกันอาจปฏิเสธความคุ้มครองในส่วนนี้
- บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าตัวเองควรเริ่มตรวจที่ระดับไหน
ตรวจสุขภาพประจำปีครบวงจร — blood panel, lipid profile, และการประเมินสุขภาพเชิงป้องกัน
นัดตรวจที่ Thrive →การตรวจหัวใจแบ่งได้เป็น 4 ระดับตามความละเอียดและความเสี่ยงของขั้นตอน — จากตรวจเลือดและคลื่นไฟฟ้าหัวใจพื้นฐาน ไปจนถึงการสวนหัวใจฉีดสีซึ่งเป็นมาตรฐานทองคำที่แม่นยำที่สุด คนส่วนใหญ่ตรวจแค่ระดับ 1 เท่านั้น ทั้งที่หลอดเลือดหัวใจตีบในระยะที่ยังไม่มีอาการมักตรวจไม่พบด้วยการตรวจระดับนี้เลย
เกิดอะไรขึ้นกับเร แมคโดนัลด์
ข่าวการเสียชีวิตของเร แมคโดนัลด์ ด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา ตามรายงานข่าวสาธารณะ หัวใจมีหลอดเลือดหลัก 3 เส้น และพบว่า 2 เส้นตีบ 70% ส่วนอีก 1 เส้นตีบสูงถึง 90%
บทความนี้ไม่ขอคาดเดารายละเอียดทางการแพทย์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่เป็นข่าวสาธารณะ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคำถามที่ตามมาหลังข่าวนี้คือ "แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าหลอดเลือดหัวใจของเรากำลังตีบอยู่หรือเปล่า ก่อนที่จะมีอาการ" — เพราะภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถดำเนินไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้าที่ชัดเจนในหลายกรณี
Key finding: โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเฉลี่ยชั่วโมงละ 7 คน หรือราว 58,681 คนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี [5]
หลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร
หลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) คือภาวะที่หลอดเลือดซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแคบลงจากคราบไขมันหรือคราบพลัคที่สะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ [6]
อาการที่พบบ่อยคือ เจ็บแน่นหน้าอก ลักษณะเหมือนมีอะไรมากดทับหรือรัดบริเวณทรวงอก อาจร้าวไปยังกราม คอ ไหล่ หรือต้นแขนซ้าย มักเป็นตอนออกแรงหรือออกกำลังกาย และมักดีขึ้นเมื่อพัก อาการอื่นที่พบร่วมได้คือ เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น เหงื่อออกตัวเย็น หรือเวียนศีรษะ [6]
ปัจจัยเสี่ยงแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือปัจจัยที่ควบคุมได้ (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ความอ้วน) และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ (เพศ อายุ ประวัติครอบครัว) [6] จุดที่หลายคนไม่รู้คือ หลอดเลือดหัวใจตีบสามารถดำเนินไปโดยไม่มีอาการเลยจนกว่าหลอดเลือดจะตีบมากพอที่จะจำกัดการไหลเวียนเลือดอย่างชัดเจน ซึ่งนี่คือเหตุผลที่การตรวจคัดกรองก่อนมีอาการมีความสำคัญ
การตรวจหัวใจ 4 ระดับ มีอะไรบ้าง
การตรวจหัวใจแบ่งเป็น 4 ระดับตามความละเอียดของข้อมูลที่ได้ ความรุกล้ำของขั้นตอน และค่าใช้จ่าย ยิ่งระดับสูงขึ้น ยิ่งเห็นรายละเอียดของหลอดเลือดชัดเจนขึ้น แต่ก็มีความรุกล้ำและความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย
ระดับ 1 — ตรวจเบื้องต้น
ตรวจเลือดเพื่อดูค่า LDL cholesterol, Triglyceride, น้ำตาลในเลือด และน้ำตาลสะสม (HbA1c) ร่วมกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ที่บันทึกจังหวะการเต้นของหัวใจขณะพัก นี่คือชุดตรวจสุขภาพประจำปีมาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ทำ — แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ EKG ขณะพักมักตรวจไม่พบภาวะหลอดเลือดตีบที่ยังไม่รุนแรงพอจะรบกวนการทำงานของหัวใจขณะพัก และแม้ LDL จะปกติ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเสมอไป — อ่านเพิ่มเติมได้ที่ LDL ปกติ แต่ทำไมยังเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ?
ระดับ 2 — ขั้นกลาง (Stress Test)
ทดสอบหัวใจขณะออกแรง เพื่อดูว่าหัวใจขาดเลือดเมื่อต้องทำงานหนักขึ้นหรือไม่ วิธีหลักคือการวิ่งบนสายพาน (Exercise Stress Test — EST) หากผู้ป่วยวิ่งสายพานไม่ได้ (เช่น มีปัญหาข้อเข่าหรือปอด) แพทย์อาจใช้การฉีดสาร Dobutamine เพื่อกระตุ้นให้หัวใจเต้นเสมือนออกกำลังกายหนัก ทำร่วมกับการตรวจ Echocardiography เพื่อดูความผิดปกติของการบีบตัวของหัวใจ
Key finding: งานวิเคราะห์ข้อมูลรวม (meta-analysis) จาก 104 การศึกษา พบว่า EST มีความไว (sensitivity) ในการตรวจพบโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉลี่ยราว 66% และความจำเพาะ (specificity) ราว 61% [1] หมายความว่า EST เป็นการตรวจคัดกรองที่มีประโยชน์ แต่ผลปกติไม่ได้แปลว่าไม่มีหลอดเลือดตีบเสมอไป โดยเฉพาะในระยะที่ยังตีบไม่มาก
นอกจากดูว่าหัวใจขาดเลือดหรือไม่ EST ยังให้ค่า VO2Max และโซนหัวใจที่แม่นยำกว่าการคำนวณจากสูตรทั่วไปด้วย — อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สูตร 220 ลบอายุ แม่นแค่ไหน?
ระดับ 3 — ขั้นสูง
- CT Calcium Score ใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตรวจหาปริมาณหินปูน (แคลเซียม) ที่สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดหัวใจ ให้คะแนนความเสี่ยงที่เรียกว่า Agatston Score ยิ่งคะแนนสูง ยิ่งบ่งชี้ว่ามีคราบพลัคสะสมมาก งานวิจัยขนาดใหญ่ Multi-Ethnic Study of Atherosclerosis (MESA) พบว่าผู้ที่มีคะแนน CAC เท่ากับ 0 มีความเสี่ยงเกิดเหตุการณ์หัวใจในช่วง 10 ปีต่ำกว่า 5% ขณะที่ผู้ที่มีคะแนนตั้งแต่ 100 ขึ้นไป มีความเสี่ยงมากกว่า 7.5% [2] เป็นการตรวจที่ไม่เจ็บและไม่ต้องฉีดสี
- CT Coronary Angiogram (CTA) ฉีดสีเข้าหลอดเลือดดำที่แขน แล้วถ่ายภาพด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อดูตำแหน่งและความรุนแรงของการตีบในหลอดเลือดหัวใจ งานทบทวนวรรณกรรมพบว่าเทคโนโลยี CT รุ่นใหม่มีความไวและความจำเพาะสูงถึงระดับ 95–97% เมื่อเทียบกับการสวนหัวใจฉีดสีโดยตรง ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับผู้ป่วยความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง [3]
ระดับ 4 — ขั้นสูงมาก (Gold Standard)
การฉีดสี Coronary Angiogram โดยการสวนสายสวนเข้าไปที่ขั้วหัวใจโดยตรง เป็นการตรวจที่แม่นยำที่สุดและถือเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ [3] เนื่องจากเป็นหัตถการที่รุกล้ำเข้าสู่ร่างกายโดยตรง จึงมักใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีอาการชัดเจนแล้ว มากกว่าใช้เป็นการตรวจคัดกรองทั่วไป
คำเตือน: ผู้ที่มีโรคไต ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษก่อนตรวจระดับ 3 (CTA) และระดับ 4 เพราะสารทึบรังสี (สีที่ฉีด) ต้องถูกขับออกทางไต แพทย์มักให้ตรวจค่าการทำงานของไต (eGFR, Creatinine) ก่อนฉีดสีเสมอ งานวิจัยระบุว่า eGFR ต่ำกว่า 60 มล./นาที/1.73 ตร.ม. เป็นจุดตัดสำคัญที่บ่งชี้ความเสี่ยงต่อภาวะไตอักเสบจากสารทึบรังสี (Contrast-Induced Nephropathy) [4]
ใครควรตรวจระดับไหน
ไม่ใช่ทุกคนต้องตรวจถึงระดับ 4 การเลือกระดับที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคลของแต่ละคน
- ยังไม่มีอาการ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน: เริ่มจากระดับ 1 เป็นประจำทุกปี
- มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง สูบบุหรี่ อ้วน หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร: ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาตรวจระดับ 2 หรือ 3 เพิ่มเติม แม้ยังไม่มีอาการ
- มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ: ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและพิจารณาตรวจระดับ 2 ขึ้นไปโดยเร็ว
- ผลตรวจระดับ 2-3 พบความผิดปกติชัดเจน หรือมีอาการรุนแรง: แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจระดับ 4 เพื่อยืนยันและวางแผนการรักษา
การตัดสินใจว่าควรตรวจระดับไหนควรทำร่วมกับแพทย์เสมอ เพราะการตรวจระดับสูงมีทั้งค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของหัตถการที่มากขึ้นตามลำดับ ไม่ใช่ว่ายิ่งตรวจละเอียดยิ่งดีเสมอไปโดยไม่พิจารณาความเสี่ยงส่วนบุคคล
ตรวจก่อนทำประกันสุขภาพ สำคัญยังไง
นี่คือมุมที่หลายคนมองข้าม — ถ้าวางแผนจะทำประกันสุขภาพ แนะนำให้ตรวจหัวใจตามความเสี่ยงของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนสมัครประกัน
เหตุผลคือ หากตรวจพบภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบหลังทำประกันไปแล้ว บริษัทประกันอาจถือว่าเป็นโรคที่เพิ่งตรวจพบและต้องแจ้งเพิ่มเติม ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกปฏิเสธความคุ้มครองในส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือถูกเรียกเก็บเบี้ยประกันเพิ่มในภายหลัง ขณะที่หากตรวจพบและรักษาก่อนสมัครประกัน อย่างน้อยก็ได้วางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพภายหลัง
โดยทั่วไปแล้วบริษัทประกันสุขภาพจะกำหนดให้ผู้สมัครที่มีประวัติโรคประจำตัว เคยมีประวัติการรักษา หรือจ่ายเบี้ยประกันในวงเงินสูง ต้องผ่านการตรวจสุขภาพก่อนทำประกันอยู่แล้ว การตรวจหัวใจล่วงหน้าจึงเป็นทั้งการดูแลสุขภาพตัวเองและการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการทำประกันไปพร้อมกัน
สำคัญ: บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น เงื่อนไขการรับประกันแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัทและแต่ละกรมธรรม์ ควรสอบถามรายละเอียดกับบริษัทประกันหรือตัวแทนโดยตรงก่อนตัดสินใจ
สิ่งที่แพทย์ Thrive แนะนำ
"ข่าวแบบนี้มักทำให้คนไข้ตื่นตัวเรื่องสุขภาพหัวใจกันมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำคือ ไม่จำเป็นต้องกระโดดไปตรวจระดับสูงสุดทันทีโดยไม่มีข้อบ่งชี้ การตรวจควรเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงส่วนบุคคลกับแพทย์ก่อนเสมอ แล้วค่อยเลือกระดับการตรวจที่เหมาะสม บางคนแค่ตรวจระดับ 1 อย่างสม่ำเสมอทุกปีก็เพียงพอ ขณะที่บางคนมีปัจจัยเสี่ยงชัดเจนและควรขยับไปตรวจระดับ 3 ตั้งแต่ยังไม่มีอาการเลยด้วยซ้ำ"
— นายแพทย์พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ (หมอบาย), Preventive & Regenerative Medicine, Thrive Wellness Center
References
[1] Diagnostic Accuracy of Exercise Stress Testing, Stress Echocardiography, Myocardial Scintigraphy, and Cardiac Magnetic Resonance for Obstructive Coronary Artery Disease: Systematic Reviews and Meta-Analyses of 104 Studies Published from 1990 to 2025. (2025). Journal of Clinical Medicine, 14(17), 6238. https://doi.org/10.3390/jcm14176238
[2] Utility of coronary artery calcium scoring in low-risk patients: The Multi-Ethnic Study of Atherosclerosis (MESA). (2025). American Journal of Preventive Cardiology. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12557561
[3] Diagnostic Accuracy of Computed Tomography (CT) Coronary Angiography Compared to Invasive Coronary Angiography for Detecting Coronary Artery Disease: A Systematic Review. (2025). Cureus. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC11880638
[4] Contrast-Induced Nephropathy in Interventional Cardiology: Incidence, Risk Factors, and Identification of High-Risk Patients. PMC. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC10823194
[5] กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข. การวิเคราะห์แนวโน้มการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด [Analysis of Trends in Ischemic Heart Disease Occurrence]. https://spd.moph.go.th/wp-content/uploads/2024/09/Analysis-of-Trends-in-Ischemic-Heart-Disease-Occurrence.pdf
[6] รามา แชนแนล, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. หลอดเลือดหัวใจตีบ อาการเริ่มต้นโรคหัวใจที่ต้องรู้ไว [Coronary Artery Disease: Early Symptoms You Should Know]. https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/หลอดเลือดหัวใจตีบ-อาการ/
คำถามที่พบบ่อย
เจ็บหน้าอกแบบไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที?
หากมีอาการแน่นหน้าอกรุนแรง ร้าวไปกราม คอ ไหล่ หรือแขนซ้าย ร่วมกับเหงื่อออก ตัวเย็น หายใจไม่อิ่ม หรือเวียนศีรษะ และอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่นาที ควรไปโรงพยาบาลฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอดูอาการเองที่บ้าน
การตรวจคัดกรองโรคหัวใจมีกี่วิธี ควรเริ่มจากอะไร?
โดยทั่วไปแนะนำให้เริ่มจากการตรวจระดับ 1 (ตรวจเลือดพื้นฐาน + EKG) เป็นประจำทุกปี หากมีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาแนะนำการตรวจระดับ 2 ขึ้นไปตามความเหมาะสมของแต่ละคน ไม่มีสูตรตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน
CT Calcium Score เจ็บไหม ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
CT Calcium Score เป็นการตรวจที่ไม่เจ็บ ไม่ต้องฉีดสี ใช้เวลาไม่นาน แต่ควรงดคาเฟอีนก่อนตรวจตามคำแนะนำของสถานพยาบาล เนื่องจากคาเฟอีนอาจทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและกระทบความแม่นยำของภาพที่ได้
ตรวจสุขภาพก่อนทำประกัน ต้องตรวจอะไรบ้าง?
รายการตรวจที่บริษัทประกันกำหนดจะแตกต่างกันไปตามวงเงินความคุ้มครองและประวัติสุขภาพของผู้สมัครแต่ละคน ควรสอบถามรายการตรวจที่จำเป็นโดยตรงกับบริษัทประกัน แต่โดยหลักการทั่วไป การตรวจสุขภาพหัวใจระดับ 1 มักเป็นส่วนหนึ่งของชุดตรวจสุขภาพพื้นฐานที่ครอบคลุมอยู่แล้ว
ตรวจสุขภาพประจำปีครบวงจร — blood panel, lipid profile, และการประเมินสุขภาพเชิงป้องกัน
นัดตรวจที่ Thrive →