การตรวจภูมิแพ้อาหารแฝงแบบ FIT 132

คุณควรตรวจหรือไม่

การแพ้อาหารแฝงเป็นปัญหาสุขภาพที่พบมากขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา อาจจะเนื่องด้วยหลายปัจจัย อย่างเช่น อาหารแปรรูป ความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาที่เพิ่มขึ้น การติดเชื้อ และอีกมากมาย และทั่วไปแล้วปัญหาภูมิแพ้อาหารแฝงมักจะสัมพันธ์กับปัญหาระบบทางเดินอาหาร  ซึ่งสามารถก่อให้เกิดภูมิแพ้อาหารแฝงได้  หรือในทางกลับกัน อาหารที่แพ้เองก็อาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารได้โดยตรงจากการอักเสบ นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่าลำไส้รั่ว (Leaky gut) จากภาวะนี้ทำให้เซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ที่ควรจะเกาะติดกันแน่นเปิดออก อาหารที่รับประทานเข้าไปซึ่งโดยปกติควรถูกย่อยโดยสมบูรณ์กลับถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ผ่านช่องว่างระหว่างผนังเหล่านี้ โมเลกุลของอาหารที่ไม่ผ่านการย่อยโดยสมบูรณ์อาจจะไปกระตุ้นปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันเสมือนว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ท้ายที่สุดก็ก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบ ทำให้เกิดอาการของภูมิแพ้อาหารแฝงได้ อย่างเช่น ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ลำไส้แปรปรวน ท้องเสีย ปวดท้อง หรืออาจจะส่งผลต่อระบบอื่นของร่างกาย เช่น ผื่นคัน ลมพิษ คันจมูก กระตุ้นหอบหืด ปวดศีรษะไมเกรน สมองตื้อ อ่อนเพลีย เป็นต้น
เพราะว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่จำเพาะเจาะจง และอาจไม่ได้เกิดทันทีหลังรับประทานอาหาร ทำให้เป็นการยากที่จะทราบว่ามีภูมิแพ้แฝงต่ออาหารชนิดนั้นๆ โดยไม่ได้อาศัยการตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง เช่น FIT Test และอาหารบางชนิดอาจมีโปรตีนคล้ายคลึงกัน และกระตุ้นการแพ้อาหารแฝงได้ เรียกว่าการแพ้อาหารข้ามกลุ่ม (cross reactivity) และนี่ช่วยอธิบายว่าทำไมถึงอาจจะตรวจพบการแพ้อาหารแฝงต่ออาหารบางชนิดได้ แม้ว่าจะไม่เคยได้รับประทานมาก่อนเลยก็ตาม ตัวอย่างเช่น
มันฝรั่งขาว กับ มันฝรั่งแดง มักตรวจพบปฏิกิริยาเหมือนกัน
กลูเตนจากข้าวสาลี กับ กาแฟ มักตรวจพบปฏิกิริยาเหมือนกัน เนื่องจากมีอนุภาคคล้ายกลูเตนในกาแฟ

อาหาร 8 กลุ่ม ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อยที่สุด
การแพ้อาหารสามารถเกิดเกิดกับอาหารชนิดใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม 90% ของการแพ้อาหารเกิดจากอาหาร 8 กลุ่มนี้ การแพ้อาหารมักจะเกิดจากส่วนประกอบโปรตีนในอาหารนั้น หรือที่เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (allergens) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่ก่อให้เกิดปัญหาในคนทั่วไป เพราะระบบภูมิคุ้มกันไม่ได้มีปฏิกิริยาต่อโปรตีนเหล่านี้ แต่สำหรับคนที่มีอาการแพ้อาหาร ระบบภูมิคุ้มกันกลับมีปฏิกิริยาต่ออาหารเหล่านี้ และก่อให้เกิดอาการผิดปกติตามมา
พบว่าอาหารใน 8 กลุ่มนี้ คือ ไข่ นม ถั่วลิสง ถั่วเมล็ดแข็ง ปลา หอย ปู ถั่วเหลือง และข้าวสาลี ก่อให้เกิดการแพ้อาหารบ่อยที่สนุด ไม่ว่าจะเป็นอาการแพ้เฉียบพลัน หรืออาการแพ้แฝง
ต่างจากการแพ้อาหารเฉียบพลัน การแพ้อาหารแฝงไม่ก่ออันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้ การแพ้อาหารแฝงยากต่อการวินิจฉัยเนื่องจากอาการที่แตกต่างกัน อีกทั้งอาการอาจจะแสดงออกหลังจากรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดปัญหาถึง 48-72 ชั่วโมง

แนวทางในการรักษา

การเลี่ยงอาหาร (elimination diet) ที่ก่อให้เกิดอาการสักระยะ เป็นหนึ่งในแนวทางในการรักษาภูมิแพ้อาหารแฝงและเมื่ออาการดีขึ้นก็สามารถกลับมารับประทานอาหารชนิดนั้นๆ ได้

การแพ้ข้าวสาลีและกลูเตน (Wheat and Gluten)ตรวจภูมิแพ้แฝงต่อโปรตีนที่มีในข้าวสาลีและกลูเต็นที่พบในธัญพืช 4 กลุ่ม ดังนี้

  1. โปรตีนในแป้งสาลีทั้งเมล็ด ประกอบด้วย กลูเต็น 10% ที่เหลือ 90% เป็นโปรตีนอื่นๆ ผสมกัน เช่น อัลบูมินและโกลบูลิน

  2. กลูเตนอย่างเดียว

  3. โปรตีนธัญพืชทั้งเมล็ดที่ประกอบด้วย กลูเตน และโปรตีนอื่น เช่น โอ๊ต ไรย์ บาร์เลย์ ข้าวฟ่าง

  4. โปรตีนข้าว ซึ่งไม่มีกลูเตน

 

บุคคลที่แพ้โฮลวีต (ข้าวสาลีทั้งเมล็ด) หรือธัญพืชชนิดอื่นๆ แต่ตรวจไม่พบการแพ้กลูเตน เป็นไปได้สูงที่จะไม่มีปัญหาการแพ้กลูเตน แต่แพ้โปรตีนชนิดอื่นๆ ในธัญพืช แต่หากตรวจพบผลบวกต่อกลูเตนอย่างเดียว หรือทั้งกลูเตน โฮลวีต และธัญพืช เป็นไปได้ว่ากลูเตนเป็นสาเหตุหลักของการแพ้ หลายๆคนมีการแพ้ต่อโปรตีนอื่นๆ ในธัญพืชที่มีอยู่กว่า 90% ที่ไม่ใช่กลูเตน จึงจำเป็นต้องมีการตรวจที่แตกต่างกันทั้ง 4 กลุ่มนี้ และหากพบว่ามีการแพ้ต่อกลูเตน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของโฮลวีต และธัญพืชที่มีกลุเตน เช่น โอ๊ต ไรย์ บาร์เลย์ และข้าวฟ่าง พบว่าข้าวเป็นอาหารทดแทนที่ดี เนื่องจากไม่มีกลูเตน เว้นเสียแต่ว่าตรวจพบการแพ้ข้าวร่วมด้วยการแพ้แฝงต่อข้าวสาลีโปรตีนในข้าวสาลี หากไม่ถูกย่อยอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่การแพ้กลูเตนได้ และก่อให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ผื่นคันเรื้อรัง อ่อนเพลียนานไม่ทราบสาเหตุ ปวดศีรษะ ปวดตามข้อ เป็นต้น โดยหลายๆครั้งอาการแย่ลงเรื่อย ๆ และนำไปสู่โรคทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้แปรปรวน แพ้กลูเตนรุนแรง (Coeliac disease) และหากเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนได้ อาการก็มักจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากข้าวสาลีเป็นส่วนประกอบของอาหารมากมาย โดยเฉพาะอาหารแปรรูปที่รับประทานกันทุกวัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักที่จะงดข้าวสาลีได้โดยสมบูรณ์ และปัญหาสำคัญที่พบคืออาจมีโปรตีนข้าวสาลีเจือปนจากขั้นตอนการผลิตอาหารแปรรูปได้ ยิ่งทำให้หลีกเลี่ยงได้ยากขึ้นไปอีกกลูเตนเป็นโปรตีนที่พบในเมล็ดธัญพืชหลายชนิด ใช้ประกอบอาหาร เช่น ขนมปัง ทำให้มีลักษณะเหนียวๆยืดๆ และขึ้นรูป ซึ่งกลูเตนในพืชกลุ่ม Triticeae มีองค์ประกอบหลักเป็นโปรลามินและกลูตินิน (prolamins and glutenins) และกลูเตนในบาร์เลย์ ไรย์ โอ๊ต เป็นฮอร์เดียม เชคาลิน และ อเวนิน(hordeum, secalin และ avenin) ตามลำกับ แต่ก็ยังมีปริมาณกลูเตนน้อยกว่าในแป้งสาลีมากจะหลีกเลี่ยงกลูเตนหรือข้าวสาลีได้ จำเป็นต้องอ่านฉลากโภชนาการอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะในอาหารแปรรูป ต้องแน่ใจว่ามีสัญลักษณ์ปลอดกลูเตน "Gluten-free" และปลอดข้าวสาลี "Wheat-free" บางครั้งพบว่าอาหารเป็น "Wheat-free" แต่ยังมีส่วนประกอบของกลูเตนจากธัญพืชชนิดอื่น ซึ่งก่อปัญหาการแพ้ได้เช่นกัน

อาหารที่มีกลูเตน

  • ขนมปังและแป้ง: ขนมปังและแป้งสำหรับประกอบอาหารส่วนมากมีส่วนประกอบของข้าวสาลี บุคคลที่แพ้กลูเตนควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำจากแป้งสาลี บาร์เลย์ สแปลต์ โอ๊ต ไรย์ และอาหารอื่นๆ เช่น คามุท ข้าวทริทิเคลี

  • ผลิตภัณฑ์จากนม: ผลิตภัณฑ์จากนมหลายอย่างมีส่วนประกอบของกลูเตนจากข้าวสาลี และกระตุ้นให้เกิดการแพ้ได้ ตัวอย่างอาหาร เช่น นมช็อคโกแลต ไอศกรีม โยเกิร์ต ชีส พุดดิ้ง เครื่องดื่มมอลต์

  • อาหารแปรรูป: เนื้อสัตว์แปรรูปส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของกลูเตน ผ่านกระบวนการแปรรูป อาหารแปรรูปอื่นๆ เช่น เบียร์ มอลต์ อาหารหมักดอง กาแฟสำเร็จรูป ลูกอม หรือแม้แต่เครื่องเทศบางชนิดก็อาจมีข้าวสาลีเป็นส่วนประกอบ

  • สารเพิ่มความข้นหนืด: อาหารที่มีเจลาติน หรือสารเพิ่มความข้นหนืดเป็นส่วนประกอบมักจะมีกลูเตน เช่น เยลลี่ แยม ผงปรุงรส น้ำเชื่อม ซอสสเต็ก ซุปผง ซุปก้อน น้ำพริก

  • ธัญพืชบางชนิด: บุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพ้กลูเตนรุนแรง (celiac disease) จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงทั้งข้าวสาลี ไรย์ และบาร์เลย์ เพราะมีกลูเตน ธัญพืชที่ไม่มีกลูเตนหาได้ยาก จึงทำให้การหลีกเลี่ยงอย่างเหมาะสมยากขึ้นไม่อีกอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป หรือผ่านขั้นตอนการแปรรูปไม่มาก เช่น เนื้อสัตว์ ผลไม้ ผัก นม และไข่ โดยปกติแล้วค่อนข้างปลอดภัย เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่มีกลูเตนอยู่แล้ว การเลือกอาหารที่ผ่านการแปรรูปไม่มากทำให้การหลีกเลี่ยงกลูเตนง่ายขึ้นมาก เพราะโอกาสที่เจือปนกลูเตนน้อยอาหารทดแทนข้าวสาลี หรือกลูเตน

  • ข้าวและแป้งข้าว

  • แป้งจากถั่ว แป้งมันสำปะหลัง แป้งมันฝรั่ง

  • ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด มันฝรั่ง ที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป

  • อาหารที่มีสัญลักษณ์ ปลอดกลูเตน "gluten-free"

วิธีการตรวจภูมิแพ้อาหารแฝงแบบ FIT

ใช้การตรวจวิธี ELISA ที่ถาดตรวจจะมีแอนติเจนของอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละหลุม จากนั้นนำซีรั่มของผู้ตรวจหยดลงในถาดเพื่อทำการทดสอบปฏิกิริยาที่แอนติบอดี้ชนิด IgG และสารเชิงซ้อนทางอิมมูน เข้าจับกับแอนติบอดี้จากอาหาร หลังจากขั้นตอนนี้ ส่วนของแอนติบอดี้ที่ไม่จับกับแอนติเจนของอาหารจะถูกล้างออก ขั้นตอนถัดไป เพื่อการวัดปริมาณการเกิดปฏิกิริยา สารคอนจูเกตจะถูกเติมลงไปในถาดและทำการอ่านสัญญาณที่ได้ โดยเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานเพื่อความถูกต้อง โดยให้ผลเป็นบวกหรือลบต่ออาหารแต่ละชนิดผลสีแดง แสดงค่า 4+ จนถึงสีเขียวอ่อน แสดงค่า 1+ และสีเขียวเข้มบ่งบอกค่าเป็นลบ หรือปกติ

ความเป็นมาของการตรวจภูมิแพ้อาหารแบบ FIT

การตรวจ FIT Test วัดการแพ้แฝงต่ออาหาร สีผสมอาหาร และสารปรุงแต่งในอาหารรวม 132 ชนิด โดยใช้เทคนิคการตรวจพิเศษที่ตรวจปฏิกิริยาที่เกิดกับทั้งแอนติบอดีชนิด IgG และสารเชิงซ้อนทางอิมมูน เพื่อชี้วัดปฏิกิริยาต่ออาหารเหล่านี้ การตรวจวัดร่วมกันเช่นนี้จะให้สัญญาณคู่ซึ่งช่วยเพิ่มความเที่ยงตรง เมื่อเทียบกับการตรวจภูมิแพ้อาหารแฝงเทคนิคอื่นๆ ซึ่งมักจะวัดเฉพาะระดับแอนติบอดีชนิด IgG

แพคเกจการตรวจรวมอะไรบ้าง

  • การตรวจทางห้องปฎิบัติการ

  • Report รูปเล่ม

  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย

  • แนะนำด้านโภชนาการ / การออกกำลังกาย

  • การตรวจวัด Body Composition

  • ส่วนลดค่ายา 5%

ระยะเวลาในการทราบผล

ระยะเวลาในการดำเนินการทางห้องปฎิบัติการ 10 วัน

การเตรียมตัวก่อนตรวจ

สามารถตรวจโดยไม่ต้องอดอาหารและน้ำก่อนมาตรวจ

ราคาปกติ    29000 บาท
ราคาพิเศษ 23000 บาท 

Thrive Clinic ไธรฟ์ คลินิก 
โครงการ The Crystal เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา

🕙เปิดทุกวัน 10:00-20:00

© 2020 by Thrive Clinic

📱โทร. 095-934-9640

LINE @thrivewellnessth

Instagram: thrivewellnessth

เมนูลัดด้านสุขภาพ

เมนูลัดด้านชะลอวัย