top of page

Thrive Wellness Clinic

  • Facebook
  • YouTube
  • Instagram

ชั้น2 เดอะ คริสตัล เอกมัย-รามอินทรา 
Opening Hours เวลาเปิดทำการ 10:00 -19:30 

thrive-clinic.png

NK Cell เม็ดเลือดขาว Iymphocyte ตัวจัดการเซลล์มะเร็งในร่างกาย เร็วและแกร่งในการฆ่าเซลล์มะเร็ง



คลิกเลือกอ่านเนื้อหาที่สนใจ

...



NK Cell เม็ดเลือดขาว Iymphocyte ตัวจัดการเซลล์มะเร็งในร่างกาย


NKCELL ถือเป็นอีกตัวเลือกในการ Monitor ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเป็นตัวจัดการต่อเซลล์มะเร็งและเชื้อไวรัส


NK CELL หรือ Natural Killer Cell เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ชื่อว่า “Lymphocyte”

  • มีคุณสมบัติในการทำลายเซลล์มะเร็ง แบบ Active คือจัดการทันที

  • มีสัดส่วนเพียง 1% ของเม็ดเลือดขาว ในร่างกายของเรา สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ดีกว่าถึงเกือบ 100 เท่า

เป็นเซลล์เพียงหนึ่งเดียวที่ไม่มีปฏิกิริยาแอนติเจนและแอนติบอดี ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถแยกแยะและมุ่งสู่เป้าหมายเพื่อกำจัดและทำลายเซลล์มะเร็ง เชื้อโรค รวมถึงไวรัสชนิดต่างๆที่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายของเราได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด และมีประสิทธิภาพสูง และมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นกว่าเม็ดเลือดขาวทั่วไปคือ



เม็ดเลือดขาวมีอะไรบ้าง ทำหน้าที่อะไรบ้าง


เม็ดเลือดถูกสร้างจากไขกระดูก และมีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วนได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด



หน้าที่ของภูมิคุ้มกัน NK CELL


NK Cell หรือ “Iymphocyte” เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนี้ เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิดแบบไม่จำเพาะเจาะจงของร่างกาย และ สามารถทำหน้าที่ได้แบบอัตโนมัติ เซลล์เหล่านี้นับว่าเป็นกุญแจสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน เหมือนด่านหน้าในการต่อสู้ป้องกันเซลล์แปลกปลอมที่เป็นอันตราย


หน้าที่ของภูมิคุ้มกัน NK CELL


ปกติแล้วร่างกายจะมี NK Cell อยู่ประมาณ 2,000-5,000 ล้านเซลล์ เมื่อมีเซลล์แปลกปลอมรุกล้ำเข้ามา NK Cell จะรู้ทันที และรีบเดินหน้าไปต่อสู้เซลล์แปลกปลอมเหล่านั้นภายใน 24 ชั่วโมง และทันทีที่เคลื่อนเข้าไปถึงนั้นจะเกิด 2 สิ่งนี้ขึ้น

  • NK Cell จะจัดการกับเซลล์แปลกปลอม โดยสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ ซึ่งเป็นการฆ่าเซลล์แปลกปลอมได้โดยตรง (เรียกว่า Cytotoxicity) หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นภูมิคุ้มกันที่คอยเฝ้าระวังโรคมะเร็ง

  • NK Cell จะทำงานไปพร้อมกับการปล่อยสารโปรตีนในกระแสเลือดที่เรียกว่า Cytokine ซึ่งจะเรียกเซลล์อื่นๆ ในระบบภูมิคุ้มกันมาช่วย NK Cell ฆ่าเซลล์แปลกปลอม (หรือช่วยป้องกันการเติบโตของเนื้องอก) อีกทั้งยังทำให้เซลล์จดจำการติดเชื้อจากไวรัส และป้องกันการเกิดซ้ำของโรคที่เกิดจากไวรัส





ระบบภูมิคุ้มกัน NK Cells ทำงานอย่างไร



1. การตรวจวิเคราะห์ปริมาณ NK Cell (NK Cell Count)


การตรวจวิเคราะห์ปริมาณ NK Cell ในกระแสเลือด จะช่วยให้ทราบว่า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ หรือช่วยในการตัดสินใจว่าผู้ป่วยแข็งแรงพอที่จะรักษาด้วยวิธีฉายรังสีหรือไม่ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องใน NK Cell หรือมี จำนวน NK Cell ในเลือดต่ำ (NK Cell deficiency or low NK cell count) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจาก NK Cell เป็นด่านแรกที่จะตรวจจับและฆ่าเซลล์มะเร็งก่อนที่เซลล์มะเร็งจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและควบคุมไม่ได้ในที่สุด

ทางการแพทย์พบว่า การลดลงของจำนวน NK Cell (NK Cell Count) และประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งมีผลต่อการเกิดโรคมะเร็ง



บางคนอาจมีจำนวน NK Cells ในร่างกายจำนวนมากแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญของภูมิคุ้มกันร่างกายที่แข็งแรง แต่ประเด็นสำคัญของภูมิคุ้มกันร่างกายที่แข็งแรง นั่นคือ “ความสามารถในการต่อต้านเซลล์แปลกปลอมที่ทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” ซึ่งเราสามารถวัดความสามารถในการทำงานของ NK Cell Activity จาก Immunity NK Test การตรวจสอบประเมินความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิดแบบไม่จำเพาะเจาะจงในการป้องกันเซลล์แปลกปลอม ต่อต้านเชื้อไวรัส หากผู้ที่มีค่า NK Cells Activity สูง จะส่งผลต่ออัตราการลุกลามของเนื้องอกที่ต่ำลง ซึ่งค่าดังกล่าวจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงภูมิคุ้มกันได้




2. การวัดความสามารถของ NK CELL หรือที่เราเรียกว่า NK Cell Activity


เป็นตัววัดความสามารถของ NK CELL ในร่างกาย ในการต่อสู้กับเซลล์แปลกปลอมที่เป็นอันตราย

NK Cell Activity เป็นค่าที่สะท้อนถึงจำนวนปัจจัยและโรคต่างๆ เช่น ในคนที่มีความเครียดสูง นอนไม่หลับ หรือมีภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสมก็จะมีค่า NK Cell Activity ระดับต่ำ อาจส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นจากโรคติดเชื้อและโรคอื่นๆ ตามมา ถึงแม้ว่าการวัด NK Cell Activity อาจจะไม่สามารถระบุถึงโรคที่เป็นอยู่ได้แต่ค่าที่วัดได้จะช่วยให้คุณหมอตัดสินใจที่จะตรวจเพิ่มเติม เพื่อหาว่าร่างกายมีปัญหาสุขภาพหรือเป็นโรคใดอยู่หรือไม่ รวมทั้งช่วยให้แพทย์ประเมินความแข็งแกร่งของระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับการติดเชื้ออีกด้วย


ปัจจุบันทางการแพทย์สามารถตรวจ NK Cell Count และ NK Activity ได้ เพื่อประเมินความสามารถในการทำลายเชื้อไวรัสและเซลล์มะเร็งของแต่ละบุคคลได้จากการเจาะเลือด ดังนั้นผู้ที่ควรได้รับประโยชน์จากการตรวจคือสำหรับผู้ที่ตรวจแล้วพบว่า มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ ซึ่งนั้นหมายถึง กลุ่มคนที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้บ่อยขึ้น หายยากขึ้นร่วมทั้งมีความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นด้วย เราจึง แนะนำการตรวจ NK cellในคนที่มีความเสี่ยงต่างๆ



ใครบ้างที่ควรวัดระดับภูมิคุ้มกัน NK Cell (NK CELL Count และ NK CELL Activities)


  • ผู้ป่วยมะเร็ง หรือ ในครอบครัวมีประวัติการเป็นโรคมะเร็ง

  • คนที่มีสุขภาพดีที่ต้องการตรวจติดตามการทำงานของภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิดแบบไม่จำเพาะเจาะจงของตนเอง

  • คนที่ป่วยบ่อย หรือมีการติดเชื้อบ่อยครั้ง

  • คนที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนเป็นระยะเวลานาน

  • คนที่เสี่ยงมลพิษจากสิ่งแวดล้อมเป็นระยะเวลายาวนาน

  • คนที่มีสภาวะอ่อนล้าเรื้อรัง Adrenal Fatigue

  • คนที่ใช้ชีวิตอย่างไม่สมดุล เช่น คนที่มีประวัติการสูบบุหรี่อย่างหนัก อดนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ มีภาะวะความเครียดหรือวิตกกังวลสูง ผู้ที่มีสัดส่วนหรือน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานเรื้อรัง

  • ผู้ที่มีมลภาวะโภชนาการไม่ดี หรือเสี่ยงขาดสารอาหาร

  • ผู้ที่ได้รับยาบางประเภท เช่น ยากดภูมิคุ้มกัน ยาเคมีบำบัด

  • ผู้ป่วยหลังผ่าตัด



ใครบ้างที่ควรวัดระดับภูมิคุ้มกัน NK Cell


3. การเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วย NK Cell Therapy ​พร้อมต่อสู้ไวรัส และเซลล์แปลกปลอม


NK Cell เซลล์พิทักษ์เซลล์ เสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว เพิ่มการทำงานของ NK Cell ให้ร่างกายคุณ ทางเลือกใหม่การรักษามะเร็ง ป้องกันไวรัส และโรคต่างๆมากมาย

สำหรับผู้ที่มีข้อบ่งชี้ถึงการทำงานของ NK Cell Activity ในระดับต่ำกว่าค่าปกติ (100-250) การทำงานของ NK Cell ที่มีค่าต่ำนั้น อาจมีสาเหตุมาจากเงื่อนไขที่เกี่ยวกับสุขภาพ หรือเป็นสัญญาณจากโรคในระยะเริ่มต้น ดังนั้นจึงควรปรับปรุงและเสริมภูมิต้านทานของตนเอง


ถึงแม้ว่าจะมีข้อบ่งชี้ในการทำงานของ NK Cell Activity ในระดับปกติ (250-500) ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจที่จะรักษาสภาวะที่ดีนี้ไว้ให้คงอยู่ ซึ่งแพทย์จะทำการวินิจฉัยค่าดังกล่าวประกอบกับการตรวจสุขภาพโดยรวม เพื่อแนะนำวิธีการ ทางเลือกในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน หรือให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป เช่น การรับประทานยา หรือทำการจัดเก็บภูมิคุ้มกันที่สำคัญจากเลือด (Active NK Cells + lymphocytes) เพื่อนำมาใช้ได้เพิ่มระดับภูมิต้านทานได้ในทันที หรือฝากเก็บไว้ใช้ในอนาคตเมื่อต้องการ ซึ่งภูมิคุ้มกันที่เพาะเลี้ยงได้จาก NK Cell นั้นจะเก็บไว้ได้ถึง 5 ปี มีความจำเป็นเมื่อไหร่ก็สามารถนำมาใช้ได้ในทันที










Comments


bottom of page